แสงส่วางอันน้อยนิด ค่อยๆส่องผ่านรูเล็กจากเส้นเอ็นอันมากมาย
ที่ผูกร้อยเรียงกันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เสียงนกร้อง กระจิบๆ อยู่ใกล้ ...
เสียงรถมอเตอร์ไซค์วิ่งรีบกันไปมา สวนกลับกัน ... คอยรับคนนี้ ไปส่งคนโน้น
นาฬิกาก็ยังคงเดินหมุนไปไม่มีเหน็ดเหนื่อย ...
หรือมันอยากจะหยุดเดินบ้างแต่คงทำไม่ได้
ผู้คนแก่เฒ่าออกมานั่งคุย รอทำบุญตักบาตรในยามแสงอรุณรุ่ง ...
เสียงของแม่ที่ตะเบ็งเรียกให้ลูกๆ เร่งรีบให้ไปอาบน้ำ
บางที เราก็หลงลืมเวลาแบบนั้นไป ...
จนมันก็อาจจะหายไปจากความทรงจำแล้วก็ได้ ...
แต่บางทีความทรงจำกลับกลายเป็นห้วงทำนองของเสียงเพลงแทน ...
(เคยเป็นกันไหม?)
ภาพความทรงจำเป็นทำนองของเพลง ...
และบางทีเพลงก็ทำให้ภาความทรงจำย้อนคืนกลับมา
ความทรงจำสีแดงๆ ...
บทเพลงที่ร้องเรียงด้วยเครื่องสาย ที่คอยส่งผ่านเหมือนสะพาน
ที่ทอดยาวไปบนฟากฟ้า
ผ่านก้อนเมฆขยุกขยิก ลอยไปตามสายลม ...
จนฟากฟ้าที่ฟากหนึ่งมีก้อนความสวยงามส่องแสงเจิดจ้า
ราวกลับจะดูดกลืนเราเข้าไปช้า ๆ
แต่ยิ่งมองก็ยิ่งกลับจะสว่างออกไป ...
กลองทิมปานีหวดราว เป็นระวิงมันทำให้จิตใจนั้นเต้นรัว ...
ไปตามท่วงทนวง เหมือนอยากจะวิ่งไปให้ถึงที่หมาย
เสียงฉาบที่ก้องกังวาลเป็นระยะๆ
เหมือนจะทำให้ตัวเราหลุดลอยไปตามสายลม ...
เหล่าฝูงนก บินไปรอบตัว ดั่งกับเสียงของไวโอลิน
ที่สอดประสานผ่านส่งของสายลมมุ่งตรงไปอย่างเดียว
แต่เมื่อเราลืมตา ... ทุกสิ่งทุกอย่างก็มลายหายไป
เหลือเพียงตัวเราที่อยู่ในกระจก
to be continue ...